หนีบ กรีนวู้ด ด้วยไหม คำถามนี้ไม่ได้โผล่มาเพราะอยากตั้งให้สะดุดตา แต่มันคือประโยคที่ลอยอยู่ในหัวของคนทำข่าวหลายคนตอนยืนอยู่ข้างสนาม ฟังเสียงแฟนบอลถกกันเบาๆ ระหว่างพักครึ่ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังอยู่ในช่วงที่ทุกการตัดสินใจมีผลยาวกว่าหนึ่งฤดูกาล และชื่อของ โรแบร์โต้ เด แซร์บี้ ก็โผล่ขึ้นมาแบบไม่เอะอะ แต่มีน้ำหนักพอจะทำให้บอร์ดบริหารต้องหยุดคิดจริงจัง
แมนยู กับจังหวะที่ไม่อาจพลาดอีกแล้ว
ถ้ามองจากภายนอก ยูไนเต็ดเหมือนทีมที่ยังแกว่ง แต่ถ้ามองจากคนที่ตามทีมนี้ทุกสัปดาห์ จะรู้ว่ามันคืออาการของการกำลังเปลี่ยนโครงสร้างมากกว่า INEOS เข้ามาไม่ใช่เพื่อแต่งหน้าให้ดูดี แต่เพื่อรื้อวิธีคิดตั้งแต่ระดับรากหญ้า เรื่องโค้ชจึงไม่ใช่แค่หาคนคุมข้างสนาม แต่คือคนที่จะวางทิศทางฟุตบอลทั้งระบบ
เด แซร์บี้ เป็นชื่อที่ถูกพูดถึงในวงวงในมานาน ตั้งแต่สมัยเขาทำให้ไบรท์ตันเล่นบอลที่ดูเหมือนอ่านเกมคู่แข่งออกก่อนเตะหนึ่งจังหวะ บอลของเขาไม่ได้เร็วแบบลน แต่แม่นและกล้าเสี่ยงในพื้นที่ที่คนอื่นไม่กล้า นี่คือเหตุผลที่ INEOS เคยมองเขาไว้ตั้งแต่ปี 2024 และยังไม่เคยลบชื่อออกจากกระดาน
ในมุมของคนดูบอลทุกสัปดาห์ ผมบอกได้เลยว่าโค้ชแบบนี้ถ้าได้ทีมที่มีทรัพยากรอย่างแมนยู จะยกระดับเกมได้มากกว่าที่หลายคนคิด แฟนบอลบางกลุ่มเริ่มคุยกันตั้งแต่ก่อนเกมว่า ถ้าเด แซร์บี้มาจริง รูปแบบการเล่นจะเปลี่ยนทันที และบรรยากาศในสนามจะไม่เหมือนเดิมแน่นอน ใครที่ดูเกมด้วยสายตาแบบคนชอบวิเคราะห์เกม จะเข้าใจว่าฟุตบอลสไตล์นี้ทำให้การลุ้นผลแต่ละนัดสนุกขึ้นมาก แม้กระทั่งคนที่เช็กอัตราต่อรองหรือดูสถิติประกอบการตัดสินใจอย่าง แทงบอลวันนี้ ก็ยังต้องยอมรับว่ารูปแบบทีมมีผลต่อทุกอย่าง
หนีบ กรีนวู้ด ด้วยไหม กับคำถามที่ไม่ได้มีแค่เรื่องฝีเท้า
หนีบกรีนวู้ดด้วยไหม ประโยคนี้ถูกโยนเข้ามาเพราะเด แซร์บี้กำลังทำงานกับนักเตะที่ชื่อ เมสัน กรีนวู้ด อยู่แล้วที่มาร์กเซย คนในสนามรู้ดีว่าฝีเท้าของกรีนวู้ดไม่เคยเป็นปัญหา ปัญหาคือทุกอย่างนอกสนามที่ตามมาเป็นเงา
เด แซร์บี้ เป็นโค้ชที่คุยกับนักเตะแบบตรงไปตรงมา เขาไม่ใช่คนอ้อมโลก เขาเชื่อว่าถ้าคุณให้โอกาส ต้องมาพร้อมความรับผิดชอบเต็มร้อย ถ้ามองจากสิ่งที่เขาทำกับกรีนวู้ดที่ฝรั่งเศส จะเห็นว่าเขาเลือกใช้ในจังหวะที่เหมาะสม ไม่ได้ดันขึ้นมาเป็นตัวหลักแบบฝืนกระแส แต่ค่อยๆ ให้บทบาทตามความพร้อม
ถ้าวันหนึ่งเขาได้มานั่งข้างสนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด คำถามเรื่องกรีนวู้ดจะดังขึ้นอีกแน่นอน แต่จากมุมมองนักข่าวที่ตามทีมนี้ใกล้ชิด บอกได้เลยว่าการตัดสินใจจะไม่ได้มาจากอารมณ์แฟนบอลอย่างเดียว มันจะเป็นการชั่งน้ำหนักระหว่างคุณค่าฟุตบอลกับภาพลักษณ์สโมสร ซึ่งเป็นโจทย์ที่ INEOS จริงจังมาก
และนี่คือจุดที่หลายคนในสนามเริ่มพูดกันว่า ถ้าเด แซร์บี้เข้ามา เขาอาจไม่ใช่คนที่รีบตอบคำถามนี้ทันที เขาจะขอดูโครงสร้างทีม ดูห้องแต่งตัว ดูว่าทุกคนพร้อมเดินไปทิศทางเดียวกันไหม ใครที่ติดตามข่าวการย้ายทีมอย่างละเอียด หรือแม้แต่คนที่เพิ่ง สมัครแทงบอล เพื่อสนุกกับเกมมากขึ้น ยังสัมผัสได้ว่าดราม่าแบบนี้มีผลกับฟอร์มในสนามเสมอ
ทำไม INEOS ยังไม่เลิกคิดถึง เด แซร์บี้
เหตุผลมันไม่ได้ซับซ้อน แต่ลึก เด แซร์บี้ เป็นโค้ชที่อ่านเกมระหว่างแข่งเก่งมาก เขาปรับตำแหน่งนักเตะโดยไม่ต้องรอพักครึ่ง เขากล้าเปลี่ยนแผนในนาทีที่คนอื่นยังลังเล สิ่งนี้คือสิ่งที่แมนยูขาดมานาน
เวลาผมยืนอยู่หลังซุ้มม้านั่งสำรอง สิ่งที่เห็นชัดคือโค้ชที่ดีจะไม่ตะโกนมั่ว เขาจะเลือกพูดเฉพาะจังหวะสำคัญ เด แซร์บี้เป็นแบบนั้น เขาใช้สายตา ใช้ท่าทาง และนักเตะเข้าใจทันทีว่าเขาต้องการอะไร
INEOS มองว่าฟุตบอลสมัยใหม่ไม่ใช่แค่ชนะ แต่ต้องชนะอย่างมีแบบแผน และต่อยอดได้ในระยะยาว พวกเขาไม่ได้รีบ แต่ก็ไม่อยากช้าเกินไป สัญญาของเด แซร์บี้กับมาร์กเซยถึงปี 2027 ก็จริง แต่โลกฟุตบอลไม่มีอะไรแน่นอน ถ้าโปรเจกต์มันใช่ ประตูจะเปิดเอง
หนีบ กรีนวู้ด ด้วยไหม เมื่อมองจากเสียงในสนาม
หนีบกรีนวู้ด ด้วยไหม ผมได้ยินคำนี้จากแฟนบอลวัยกลางคนที่นั่งแถวเดียวกัน เขาพูดเบาๆ แต่จริงจัง แววตาเขาไม่ได้อยากดราม่า แต่อยากเห็นทีมกลับมาน่าภูมิใจ
เสียงในสนามบอกอะไรหลายอย่าง แฟนบอลไม่ได้ต้องการแค่ชัยชนะนัดต่อนัด พวกเขาอยากเห็นทีมที่มีทิศทาง ชัดเจน และกล้าตัดสินใจ เด แซร์บี้ เป็นตัวแทนของความกล้านั้น
ถ้าถามผมในฐานะคนทำข่าว ผมคิดว่าคำถามเรื่องกรีนวู้ดจะไม่ใช่ประเด็นแรกที่ถูกหยิบมาคุยบนโต๊ะประชุม ประเด็นแรกคือ ระบบการเล่น โครงสร้างเยาวชน และการจัดการนักเตะที่มีอยู่แล้ว ถ้าสิ่งเหล่านี้ลงตัว เรื่องอื่นจะค่อยๆ ถูกแก้เอง
และเมื่อทีมมีรูปแบบชัดเจน เกมจะอ่านง่ายขึ้น ไม่ใช่แค่แฟนบอล แต่รวมถึงคนที่ดูสถิติเกมรุกเกมรับ หรือแม้แต่การวิเคราะห์ บอลสูงต่ำ ที่ต้องอาศัยความสม่ำเสมอของทีมเป็นหลัก
บทสรุปจากขอบสนามที่ยังไม่มีคำตอบสุดท้าย
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังไม่ได้แต่งตั้งใคร และโรแบร์โต้ เด แซร์บี้ ก็ยังทำงานของเขาที่มาร์กเซย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือชื่อของเขาไม่เคยหายไปจากวงสนทนา
จากมุมมองของคนที่ยืนอยู่ใกล้สนามทุกสัปดาห์ ผมเห็นความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในวิธีคิดของสโมสร พวกเขาไม่มองแค่ชื่อเสียง แต่ดูวิธีทำงาน ดูความกล้าตัดสินใจ และดูว่าคนนั้นจะพาทีมไปได้ไกลแค่ไหน
หนีบกรีนวู้ดด้วยไหม อาจเป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบวันนี้ แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ แมนยูพร้อมหรือยังที่จะเลือกโค้ชที่มีแนวทางชัด และยอมให้เวลาเขาสร้างทีมจริงๆ ถ้าคำตอบคือใช่ ชื่อของเด แซร์บี้ ก็จะยังดังขึ้นเรื่อยๆ จนวันที่ทุกอย่างชัดเจนเอง










