My blog

สื่อเวียดนามได้ทีขย่ม ภาพสะท้อนศึก U23 ที่ไม่ได้วัดกันแค่สกอร์

สื่อเวียดนามได้ทีขย่ม

สื่อเวียดนามได้ทีขย่ม แบบไม่ต้องเกรงใจใคร หลังเสียงนกหวีดในเกมแรกของศึกเอเชียนคัพ U23 ดังขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้มีแค่ผลการแข่งขันในสนาม แต่คือสงครามความเชื่อมั่นที่สื่อหยิบมาขยายผลกันแบบถึงพริกถึงขิง เวียดนามถูกยกขึ้นแท่นเป็นทีมที่กำลังไหลลื่นทุกจังหวะ ในขณะที่ทีมชาติไทยถูกฉายภาพให้ดูเหมือนกำลังเดินอยู่ในหมอกหนา มองไม่เห็นปลายทางชัดเจน

ถ้ามองจากมุมคนทำข่าวที่นั่งอยู่ข้างสนาม จะสัมผัสได้ทันทีว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่บอลนัดหนึ่ง แต่มันคือการเปรียบเทียบความพร้อม ระบบ และทิศทางของฟุตบอลระดับเยาวชนอาเซียน ที่กำลังเดินไปคนละทางอย่างชัดเจน

ดาวทองกับจังหวะที่ทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง

เวียดนาม U23 ชุดนี้ ไม่ได้ชนะเพราะฟลุก หรืออาศัยจังหวะคู่แข่งพลาด แต่เป็นทีมที่รู้ว่าตัวเองจะเล่นแบบไหนตั้งแต่ก้าวลงจากอุโมงค์นักเตะ ระบบการยืนตำแหน่งชัด การเคลื่อนที่มีแบบแผน และที่สำคัญคือความมั่นใจที่ล้นออกมาจากแววตาของนักเตะทุกคน

เกมที่พวกเขาอัดจอร์แดน 2 ต่อ 0 ไม่ได้ดูหวือหวา แต่ดูนิ่งและเฉียบ คนดูจะเห็นทันทีว่านี่คือทีมที่เตรียมตัวมาดี ซ้อมมาเป็นเดือนเพื่อรายการนี้โดยเฉพาะ ไม่ใช่แค่รวมตัวกันเพราะปฏิทินบังคับ

จุดนี้เองที่ทำให้สื่อเวียดนามหยิบมาเล่าได้อย่างภาคภูมิใจ เพราะมันสะท้อนว่าสิ่งที่พวกเขาสร้างมาในรอบหลายปี เริ่มออกดอกออกผลจริง ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างลีกเยาวชน หรือการต่อเนื่องของแท็กติกจากรุ่นสู่รุ่น

สื่อเวียดนามได้ทีขย่ม เมื่อเปรียบเทียบแล้วไทยดูเหมือนเดินสวนทาง

สื่อเวียดนามได้ทีขย่มทีมชาติไทย U23 แบบเจ็บลึก เพราะเมื่อเอาฟอร์มมาวางข้างกัน ภาพมันต่างกันเกินไป ไทยออกนำออสเตรเลียก่อนก็จริง แต่หลังจากนั้นเกมเหมือนหลุดจากมือทันทีที่เหลือผู้เล่นสิบคน ความนิ่งหายไป การยืนตำแหน่งเริ่มสับสน และการตัดสินใจหลายจังหวะช้ากว่าที่ควรจะเป็น

สิ่งที่สื่อฝั่งนั้นหยิบมาเน้นย้ำคือคำว่า ความไม่พร้อม ขาดตัวหลัก ขาดตัวจบสกอร์ ขาดคนคุมจังหวะในสนาม ซึ่งทั้งหมดไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับคนที่ตามฟุตบอลไทยมานาน แต่เมื่อถูกเล่าซ้ำในบริบททัวร์นาเมนต์ใหญ่ มันยิ่งดูชัดว่าปัญหาเหล่านี้ยังไม่ได้รับการแก้ไขจริงจัง

จากมุมมองนักข่าวสนาม สิ่งที่น่าเป็นห่วงไม่ใช่แค่ผลแพ้ แต่คือภาษากายของนักเตะบางช่วง ที่ดูเหมือนยังไม่เชื่อว่าตัวเองสามารถกลับมาได้ นี่คือสิ่งที่สื่อเวียดนามใช้เป็นเชื้อไฟในการขย่ม เพราะฟุตบอลระดับนี้ เรื่องใจสำคัญพอ ๆ กับแท็กติก

โปรแกรมที่เหลือ กับโจทย์ยากที่ไม่เปิดโอกาสให้พลาด

เมื่อมองไปข้างหน้า ไทยต้องเจออิรักและจีน ซึ่งไม่ใช่ทีมที่เปิดพื้นที่ให้เล่นง่าย ๆ ทั้งสองชาติขึ้นชื่อเรื่องวินัยเกมรับและความแข็งแรงทางร่างกาย ถ้าไทยยังเสียบอลง่ายในแดนกลาง หรือปล่อยให้แนวรับต้องเจอสถานการณ์หนึ่งต่อหนึ่งบ่อย ๆ โอกาสโดนลงโทษมีสูงมาก

ตรงกันข้าม เวียดนามกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่เลือกเกมได้ พวกเขาไม่จำเป็นต้องเร่งทุกจังหวะ แค่คุมเกมให้เป็นไปตามแผน ก็มีโอกาสเข้ารอบสูง ซึ่งภาพแบบนี้ทำให้สื่อเขียนสนุก เพราะมันเหมือนการเล่าเรื่องคนหนึ่งกำลังไต่ขึ้นเขาอย่างมั่นคง ขณะที่อีกคนกำลังพยายามปีนจากทางชันที่พื้นลื่น

ในมุมของคนดูบอลจริง หลายคนอาจเริ่มมองเกมเหล่านี้ด้วยสายตาของการวิเคราะห์เชิงลึกมากขึ้น ไม่ต่างจากการอ่านจังหวะเกมสำหรับ แทงบอลวันนี้ ที่ต้องดูมากกว่าสกอร์บนหน้าจอ แต่ต้องอ่านทิศทางและสภาพทีมให้ขาดก่อนตัดสินใจ

สื่อเวียดนามได้ทีขย่ม เพราะนี่คือเกมของภาพลักษณ์และความต่อเนื่อง

สื่อเวียดนามได้ทีขย่มไม่ใช่เพราะต้องการดูถูก แต่เพราะพวกเขากำลังใช้โอกาสนี้ตอกย้ำความเชื่อมั่นของตัวเอง ว่าสิ่งที่ลงทุนลงแรงทำมา กำลังเห็นผลเป็นรูปธรรม ต่างจากไทยที่ยังดูเหมือนติดอยู่ในวังวนเดิม เปลี่ยนโค้ช เปลี่ยนชุดนักเตะ แต่คำถามพื้นฐานยังไม่เคยถูกตอบชัด ๆ

ในสนามจริง เสียงเชียร์ เสียงโค้ชตะโกน เสียงปะทะ มันทำให้เห็นว่าฟุตบอลไม่ใช่แค่เกม แต่คือระบบความคิด เวียดนามกำลังเล่นด้วยความรู้สึกว่าพวกเขามีอนาคต ส่วนไทยยังเล่นด้วยความกังวลว่าจะพลาดอีกหรือไม่

ถ้าเปรียบกับโลกนอกสนาม มันไม่ต่างจากคนที่พร้อมจะ สมัครแทงบอล เพราะรู้ว่าตัวเองเข้าใจเกม กับคนที่ลังเลเพราะยังอ่านทางไม่ออก ความมั่นใจและข้อมูลคือทุกอย่าง

บทเรียนที่ไทยต้องเก็บ ไม่ว่าผลสุดท้ายจะจบแบบไหน

ไม่ว่าทัวร์นาเมนต์นี้จะจบลงอย่างไร สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือไทยต้องกลับมาทบทวนตั้งแต่ราก ไม่ใช่แค่ผลแพ้ชนะในรายการเดียว แต่คือการเตรียมทีม การประสานกับสโมสร และการสร้างนักเตะให้พร้อมรับมือเกมระดับสูงตั้งแต่อายุยังน้อย

เวียดนามไม่ได้เก่งขึ้นในวันเดียว พวกเขาล้ม ลองผิด ลองถูก แต่ไม่หยุดเดิน ในขณะที่ไทยยังเหมือนลังเลว่าจะเดินทางไหนดี สิ่งเหล่านี้คือความต่างที่สื่อหยิบมาเล่าได้อย่างชัดเจน

สำหรับแฟนบอลที่ติดตามเกมนี้แบบละเอียด จะเห็นว่าการอ่านเกม การปรับแท็กติกระหว่างเกม และการกล้าเสี่ยงในจังหวะสำคัญ คือหัวใจของฟุตบอลยุคใหม่ ไม่ต่างจากการวิเคราะห์ บอลสูงต่ำ ที่ต้องดูทั้งรูปเกมและพลังทีม ไม่ใช่แค่ชื่อชั้น